Messenger Part II

ความเดิมตอนที่แล้ว เล่าถึงว่า “แต่เมื่อวานมันไม่มารับงาน น่าจะไม่มีงานให้ เลยไม่เข้ามา แต่เลิกงานกูก็ทักทายปกติ เมื่อวานเลิกเร็วมาก ประมาณ 6 โมง จริงๆ กูเป็นคนที่ถ้าฟ้าไม่มืดกลับบ้านไม่เป็นประมาณนั้น แต่ครั้งนั้นมันสุดวิสัย ง่วงมาก ไม่รู้ทำไม อยากนอนจนต้องกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ซึ่งทุกวันปกติก็จะเจอหน้ามันอ่ะแหละ จะทักทายไปตามประสา นี่ก็เหมือนกัน”

ตอนต่อ

“หวัดดี อ้าว ไม่ขับชอปเปอร์แล้วเหรอ?”

“……….แน่นอน…”


??? กูงง อะไรวะ ถามว่าไม่ขับชอปเปอร์แล้วเหรอ? เพราะเห็นว่าเค้าเอา Honda Click มาใช้แทนชอปเปอร์คันใหญ่ๆ ที่พี่แกเก็บเงินซื้อมาใช้และเห็นขับอยู่บ่อยๆ และพอดีว่ากูหยุดไปบวชนาน และช่วงหลังไม่ค่อยได้เจอกับแกเท่าไหร่เลยไม่ได้สังเกตุว่าแกเปลี่ยนรถไปเมื่อไหร่ เพิ่งมาเจอแกอยู่กับรถก็วันนั้นแหละ แต่ดูแม่งตอบมาดิ งงสาด ฟังไม่เข้าใจ แต่จับใจความได้กับคำว่า
“แน่นอน” อะไรของมันนั่นแหละ ซักคำ และหน้าตาก็หันมาทางกูด้วย แน่นอน มันต้องตอบคำถามกูแน่ๆ แต่ตอบอะไรวะ “แน่นอน” งงว่ะ ก็เลยเดินเข้าไปถามใกล้ๆ ให้ชัดๆ ว่า “ฮ๊ะ อะไรนะพี่”

พอกูเดินเข้าไปถึงตัว แม่งก็เอามือปัดแบบใช้หลังมือดันตัวกูออกไปข้างๆ เหมือนกับจะแหวกขอทางอะไรเนี่ย กูก็งงดิ เอ้ยไรวะ พอดูหน้าแม่งหันมามองกูแล้วหันไปพูดกับผู้หญิงที่เดินตามหลังกูมา ล้งเล้งๆ

.

.

.

แม่งไม่สนใจกูนี่หว่า แล้วไอ้ที่กูทักทายไป แต่แม่งตอบกลับมาว่าห่าไรนั่นกับคำว่า แน่นอน ในข้อความมัน มันไม่ได้ตอบกูเลย แต่แม่งเสือกหันหน้ามามองกูตอนพูด จะให้กูเข้าใจว่าตอบกูก็ไม่ใช่ จะให้กูเข้าใจว่า ตอบผู้หญิงที่เดินตามหลังกูมาก็ไม่ใช่ เพราะยัยผู้หญิงนั่นก็ไม่ได้เอ่ยปากให้ได้ยินนี่หว่า แล้วมันตอบอะไรวะ มือแม่งก็ไม่ได้ถือโทรศัพท์คุย หูมันก็ไม่มีลำโพงจิ๋วเสียบอยู่ในรูแบบ
small talk แม่งตอบใครวะ ซักพักก็สรุปได้ว่าแม่งแซวผู้หญิงที่เดินตามมาข้างหลังกูแต่แม่งมองหน้ากู เหี้ย เสือกมองหน้ากูแล้วไม่คุยกะกูเนี่ย กูงง แถมพอเดินเข้าไปถามใกล้ๆ ว่า “ฮ๊ะ ว่าอะไรนะพี่” แม่งก็เสือกผลักไสกูให้ออกไปให้พ้นทาง ทางที่มันจะหลีหญิง (แต่เสือกมองหน้ากู’ไมวะ)

กูเลยจำเป็นต้องเดินหลบมัน และเพื่อนผู้หญิงของมัน และยอมทำใจว่า ไอ้คำที่กูทักมันไปตะกี้นี้ มันคงไม่ได้ยิน มึงคงทำหูตึงไม่อยากคุยกะกูมั้ง ขัดจังหวะเวลาได้คุยกับสาวๆ ของมัน หรือกูยอมทำใจซะว่า กูบ่นพึมพำในลำคอซะเอง แล้วมันไม่ได้ยินจริงๆ หรือกูต้องยอมรับว่ากูทักคนผิด แม่ง ตัวใหญ่ๆ หัวโตๆ แต่งตัวแบบเฮฟวี่เมทัล มันอาจมีหลายคนที่หน้าเหมือนๆ กัน และกูก็ยอมทำใจเดินหนีออกมา เพราะไอ้ความที่แม่งไม่เห็นตัวกูอยู่ในรัสมีการคุยและทักทายเหมือนอย่างเคยๆ ของมัน กูจะอยู่ทำไมตรงนั้นวะ

กูรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้ แม้มันจะเล็กน้อย กูไม่ใช่เป็นคนคิดมากกับเรื่องขี้ปะติ๋วพวกนี้ แต่ งง ว่ะ กูทำไรผิดวะ แม่งมากวาดกูด้วยหลังมือให้หลีกทางมันเพื่อมันจะได้คุยกับสาวนั่น นี่กูเป็นบ้าไรวะ กูทำใจไม่ได้ เลยต้องมานั่งบ่นอยู่เงี้ยะ สาด แต่กูก็คิดแล้วว่า เออ กูทำตัวกูดีกว่าอย่าไปคิดที่จะให้คนอื่นปรับปรุงตัว ทีหลังเวลาจะทักใคร ต้องดูให้ดีๆ ก่อนดีกว่า ว่าไอ้คนที่กูจะไปทักมันเนี่ย แม่งอยู่ในอารมณ์ไหน กำลังหน้าม่อ หรือกำลังอะไร จะได้ไม่ต้องมาหน้าแหก แตก เพล้งๆ แบบนี้ นี่ถ้ากูเดินกับสาวหรือเดินกับแฟนแล้วไปทักใครซักคนแล้วแม่งไม่ทักกูตอบแถมยังทำเป็นไม่รู้จักกู กูจะทำไงวะเนี่ย

เหมือนกูจะหน้าแตกในการทักคนรู้จักก็หนนี้แหละวะ มันเลยทำให้กูหมดความมั่นใจในการทักทายกับคนรู้จักไปเลยว่ะ

เพราะแม่งคนเดียว ไอ้แมจเซนเจอร์ หัวกล้วย…

เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง

  1. Messenger Part I
  2. กลอน valentine’s day แบบบ้านๆ ภาษาอังกฤษไม่ต้อง
  3. ภูกระดึงทัวร์ (ตอนจบ)
  4. รถไฟ (คว้า) ฟ้า BTS
  5. บ่นรถเมล์ busses ไอ้เฮงซวยขึ้นราคามันได้ทุกเดือน

Tags: , , , ,

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Page 1 of 0