จากใจ…ไปสู่รถไฟของเธอ
สามคนเดินมา หนึ่งในนั้นคือครูฉัน คำสอนของคุณยายที่พี่ตี๋ขนิษฐา ขนิษฐานันท์ ในหนึ่งย่อหน้าแรกของหนังสือ โตเกียวไม่มีขา หน้า 319,
คืนนี้เราได้รำสุรากับสหายหน้าใหม่สามคน หนึ่งในนั้นเป็นปราชญ์ จากหนังสือเล่มเดียวกัน บทเดียวกัน ต่างกันที่ข้อความนี้เป็นบรรทัดสุดท้ายของบท
ทั้งหมดนี้คือปราชญ์ของผม เพระเหตุว่าน้องสาวสุดที่รัก บังเอิญให้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพราะเธอชอบแนวการถ่ายทอดเรื่องราวของนักเขียนคนหนึ่ง คือคุณนิ้วกลม จะนิ้วไหนที่กลมผมไม่อาจทราบได้ เอาเป็นว่าผมอ่านแล้วก็ได้ข้อคิดหลายข้อในการนำมาใช้ชีวิตและทำให้คิดถึงเรื่องราวหลายๆ เรื่อง รวมทั้งเรื่องของคนที่ให้หนังสือมาอ่าน ขอออกตัวก่อนว่าถ้าหากเธอบังเอิญเปิดเข้ามาอ่าน ก็อย่าเพิ่งคิดไปไกล เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การบ่น แต่เป็นการบอกกล่าวให้ได้ฟัง ตามแบบฉบับคนเล่าความ ไม่ใช่การบ่นก่นด่าเหมือนก่อนเก่าที่แล้วมา
สิ่งเดียวที่อยากจะบอกก็คือ “เราอยู่ภายใต้ฟ้าและดวงดาวเดียวกัน แค่นึกถึงก็ได้เจอกันแล้ว อย่างน้อยก็ในฝัน”
คล้ายๆ ความหมายของเพลง Imagine ของจอร์น เลนนอน เผื่อเธออาจจะลืมไปว่าผมได้พูดอะไรมากมายเอาไว้ให้เธอได้ฟัง ก็เลยไม่ลืมที่จะคั่นหนังสือไว้ในหน้านั้น เพื่อที่จะได้เห็นประโยคในเพลงที่ว่า “You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one.” และส่งเพลง Forever Love ของ X-Japan ให้เธอไปฟังด้วยอีกเพลง
เพราะเราไม่รู้ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ตั้งแต่อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมชอบพูดเกี่ยวกับรถไฟบ่อยๆ แม้หนังสือจะเป็นแค่ถ้อยคำธรรมดาๆ ไม่หรูหรา อ่านง่าย ถ้อยคำแบบบ้านๆ ที่ทำให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวได้ง่าย โดยไม่ต้องไปแปลความหมายให้ปวดหัวเหมือนอย่างนักเขียนหลายๆ คนจากหนังสือหลายๆ เล่ม จะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าธรรมดาๆ จากผู้เขียนก็เท่านั้นเอง แต่ก็นั่นแหละ หากอ่านไปหลายๆ บทหลายๆ ตอน ที่สะท้อนความคิดของผู้เขียนที่สอดแทรกเนื้อหาและทัศนคติของตัวเองที่มีอยู่ ถ่ายทอดลงในตัวหนังสือบนหน้ากระดาษ จากหลายๆ บท หลายๆ ตอน หนึ่งในนั้นก็คือปราชญ์
เพราะมันจะต้องมีซักตอนหรือซักย่อหน้าหรือซักประโยคในหนังสือเล่มนั้น สามารถจูนคลื่นสมองที่วิ่งสะเปะสะปะ ให้หยุดนิ่งและรู้แจ้งเห็นจริงโดยทันที ฉันใดก็ฉันนั้น และเร็วเท่าความคิด แค่มีสมาธิ คนเราก็สามารถตรัสรู้ในบางเรื่องได้โดยไม่ต้องถือศีลปฏิบัติธรรมให้ยุ่งยาก หากแต่คนบางคน ยังไม่ยอมหยุดนิ่ง ก็แค่นั้นเอง
หากนับคนที่เดินสวนกันไปมา คุณเคยนับไหมว่ามีซักกี่คน และกี่คนนั้น จะมีใครบ้างไหมที่จะเจอกับคุณเป็นครั้งที่สอง จากคนที่เคยเดินสวนกันไปแล้ว
หากแต่การเดินผ่านไปโดยไร้การพูดคุย คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่ได้ถูกกำหนดมาให้ได้รู้จักกัน เหมือนรถไฟที่วิ่งผ่านมา แล้วก็ผ่านเลยไปไม่มีแม้แต่จะหยุด หรือรอให้เราเปลี่ยนขบวน ทั้งๆ ที่ใจเรานั้นก็อยากจะขึ้นขบวนนั้นใจแทบขาด หรือคนที่นั่งมากับเราในขบวนเดียวกัน ได้รู้จักกัน มอบสิ่งดีๆ ให้แก่กัน หรือทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกัน แต่จู่ๆ เค้าก็ลุกเดินออกไป เพื่อต่อขบวนต่อไปซะงั้น ขบวนรถไฟที่วิ่งไปในมุมองศาต่างกัน แต่ละคนมีสถานีใกล้ไกลต่างกัน เส้นทางเดินรถ และสถานีแต่ละแห่ง ที่ทำให้ใครต่อใครได้มาขึ้นขบวนเดียวกันนั้น เส้นทางบางเส้นทางหรือขบวนรถบางขบวนก็อาจหยุดเดินหรือประสบอุบัติเหตุทำให้คนบนรถต้องหล่นหรือล้มหายตายจากไป หรือต้องเปลี่ยนขบวนและหักเหเส้นทางไปอีกทางหนึ่งเรื่อยๆ พวกเค้าเหล่านี้ก็ล้วนเดินตามชะตาชีวิตที่มีใครบางคนขีดไว้ น่าจะเป็นคนขับรถไฟก็ได้
ในหนังสือบอกทำนองว่า เคยพลาดรถไฟเที่ยวไหนบ้าง แต่ผมคิดว่า รถไฟเที่ยวนี้ของผมถึงปลายทางมันจะต้องย้อนกลับมาที่เก่า แต่ผมก็ดีใจ ที่ได้ขึ้นรถเที่ยวนี้ เพราะอย่างน้อย ผมก็ได้มีโอกาสนำพาคนที่น่ารักที่สุด ส่งถึงปลายทางของเค้า ปลายทาง ที่เป็นรถไฟอีกสายซึ่งจะเป็นของเค้าคนเดียว ส่วนในขบวนรถสายนั้น จะมีใครอยู่บ้าง ปลายทางไปที่ไหน ผมก็ไม่อาจจะรู้ได้
แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ ก็คือ ระหว่างทางที่เราอยู่บนรถนั้น
เราไม่ได้หลับหรือนั่งเฉยๆ เพื่อให้เวลามันผ่านไปโดยไม่มีความหมาย ก่อนที่รถไฟขบวนนั้น จะถึงปลายทางของมัน…
จบแล้ว จบเอาดื้อๆ งี้แหละ 55+
เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง
Tags: นิ้วกลม, รถไฟฟ้า, เที่ยวญี่ปุ่น, โตเกียว
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.