บ้าน…

สิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะมี อย่างน้อยๆ ที่สุดสำหรับคนเรา ก็ควรมีบ้าน บ้านในความหมายของหลายๆ คนอาจจะไม่ได้เลิศหรู และเป็นแค่ห้องแคบๆ รกๆ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นได้แค่ที่ซุกหัวนอนเสมอไป เพราะมันคือสถานที่ ที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนที่เรารัก และทุกคนเหล่านั้น เค้ารักเรา

บ้านสำหรับใครบางคน แม้ว่าจะใหญ่โตโอ่อ่าดั่งปราสาท ก็อาจเป็นแค่สิ่งที่น่าเบื่อหน่าย สถานที่อับเฉาเหงาหงอย หากเค้าเหล่านั้นไม่มีสัมผัสแห่งความรักและความห่วงใย บ้านสำหรับใครซักคน แม้แค่เพิงที่มีสังกะสีผุๆ ฝาไม้ขึ้นรา แต่ก็เต็มไปด้วยรักและความห่วงใยของเหล่าญาติสนิท มิตรสหายและคนในครอบครัว นี่คือบ้าน บ้านที่มีคำจำกัดความแค่ สถานที่สิงสถิตซึ่งความรัก จาก “เรา” ที่ห่วงใยซึ่งกันและกัน และมีความ “อบอุ่น” แผ่ไปเต็มพื้นที่บริเวณในสถานที่แห่งนั้น…


และ ผม อยากจะได้บ้านหลังนั้น คืนมาอีกครา…

ใช่ว่ามันจะหายไปเพราะพัง หรือมันจะโดนรื้อ หรือโดนขายไปหรอก แต่เพราะ “บ้าน” มันยังอยู่ที่นั่น และเป็น ผม ที่ออกจากบ้านไปเองโดยไม่หันหลังกลับ

ย้อนหลังไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน บ้านเราเป็นแค่ “ขนำ” หรือ “ขะหนำ” หรือ กระท่อม ตามเสียงเรียกขานของเหล่าคนเมือง เป็นแค่หลังคามุงจากที่พ่อและแม่ เย็บและมัดเอง ทำมากหน่อยก็เผื่อเอาไปขาย แค่ตับละ 1 บาทในตอนนั้น กว่าจะได้ซัก 500 บาท ก็ต้องเย็บกันเป็นวันๆ พ่อเหลาหวายสำหรับเย็บจากไว้ เหลาไม้ไฝ่สำหรับทำแกน ตัดใบจากแก่ๆ ที่ได้ขนาด รวมมัดเข้าด้วยกันจากป่าจากห่างไกลบ้านที่เป็นที่ดินของเราเอง หอบกลับบ้านหลายมัด และมัดก็ใหญ่ๆ หนักอึ้ง แม่ก็นั่งเย็บจาก พี่ๆ และผมเองก็ช่วยนั่งคัดเลือกใบจาก พ่อเผื่อใบจากอ่อนมาทำใบยาสูบด้วยบางส่วน แม้จะเหนื่อยยากลำบาก แต่เราก็อบอุ่น เพราะที่นั่น คือบ้าน และทุกคนก็หัวเราะแจ่มใส ผมยังจำติดตา ภาพพ่อนั่งเย็บตับจาก สอนหนังสือ และให้ผมขี่คอ พ่อไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ เพราะต้องออกไปประชุมและรักษาคนไข้ตามบ้านเรือนไกลๆ ต่างหมู่บ้าน ต่างชุมชน อาทิตย์นึงมีไม่กี่วันที่พ่ออยู่กับบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่เฉย ว่างจากดูคนป่วยที่มาหา ก็มานั่งเย็บจาก อาจจะสงสัยว่าทำไมเป็นแบบนั้น ก็เพราะพ่อผมเป็นหมอ เป็นแพทย์ชุมชนเพียงคนเดียว รับผิดชอบคนป่วยแทบจะทุกคนในหลายหมู่บ้านทั้งใกล้และไกลที่พอจะไปรักษาได้ ถึงจะเหนื่อยขนาดนั้นแต่ท่านก็ไม่เคยที่จะบ่น ส่วนเรื่องเงินทองน่ะเหรอ ถ้าท่านเห็นแก่เงินป่านนี้ครอบครัวเรารวยไปนานแล้วล่ะ และเพราะแบบนี้ พ่อผมก็เลยยังใช้มอเตอร์ไซต์เก่าๆ อยู่อย่างนั้น ขับไปมาเพื่อทำงานของท่าน และไม่นานพ่อก็ถูกรถชน หลังกลับจากการประชุมในตัวเมือง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พ่อผมโดนรถชน (เพราะรถสิบล้อขนแร่ วิ่งกันบ่อย และขับไม่เกรงใจคน) แต่ครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่สิบล้อจะทำอะไรพ่อได้อีก เพราะผมได้ข่าวจากน้าผู้ใหญ่บ้านว่า พ่อเสียชีวิตแล้วด้วยอุบัติเหตุทางรถนั่นเอง

1 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น แม่และพี่ๆ ก็ได้ไปรับพ่อมาที่วัดแล้ว ผมอยู่กับน้า จนชาวบ้านได้มารับเพื่อไปที่วัด ในงานศพผมก็ได้แค่งง คิดว่าพ่อนอนหลับไปเฉยๆ ทุกคนก็บอกว่าแบบนั้น ใช่สิผมเพิ่งจะ 2 ขวบ ผมจำได้แค่เลือนลาง และคอยพ่อหวังว่าท่านจะตื่นขึ้นมาสอนการบ้านและให้ผมขี่คอ ผมนั่งคอยหน้าโลงศพอยู่แบบนั้นจนครบ 7 วัน จนในวันสุดท้าย ผมถึงกับบ้าไปเลย เพราะคนในงานจะยกพ่อไปเผา ซึ่งผมก็ไม่มีทางยอมง่ายๆ หรอก ทำฤทธิ์ซะวัดแทบแตก และผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยในตอนนั้น ความจำผมไม่มีในช่วงต่อจากนั้นอีกเลย นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนกระทั่งผมอายุได้ 7 ขวบและเริ่มเข้าเรียน ป.1

ในความทรงจำก่อนพ่อจะจากไปท่านได้สร้างบ้านใหม่ให้กับเรา ด้วยเงินค่าตับจากและเงินนิดหน่อยที่คนไข้จ่ายค่ารักษามาให้ เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ ส่วนล่างสุดเป็นห้องทำครัวและห้องน้ำ ชั้นล่างเป็นปูนทั้งหมด ยกสูงขึ้นด้วยบันไดปูน 5 ขั้น ชั้นสองเป็นไม้ทั้งหมด ไม้ที่พ่อเลื่อยเอง ผมยังจำได้ติดตา แม้จะสองขวบ รอบบริเวณปลูกด้วยดอกขนหนี หรือบานไม่รู้โรย ดอกชบาสีแดง หงอนไก่สีแดง หน้าบ้านเป็นถนน ที่พร้อมขยาย มีต้นมะขามอยู่ริมถนน ต้นที่ผมชอบปีนขึ้นไปนอนเล่นตอนเย็นๆ
หลังบ้านเป็นกอพลู ไว้สำหรับกินกับหมาก แม่ชอบกินหมาก ท่านเลยปลูกไว้เป็นกอเล็กๆ แต่มันก็โตขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นต้นใหญ่ แม่ชอบใช้ให้ผมเก็บใบมาให้แกกินกับหมากบ่อยๆ ใบใหญ่และต้นสวยมาก เขียวได้ใจเลย ผมต้องไปเก็บลูกหมากจากในนาเพื่อนบ้าน หมากสุกๆ ที่ร่างหล่นตามคันนามาให้แม่ปลอก ถัดไปเป็นบ่อน้ำ ที่พ่อเคยขุดเอาไว้ บ่อบาดาลน้ำซึม ลึกประมาณ 15 เมตร แต่น้ำใสมาก เอาไว้กินและใช้ ผมเคยเอาลูกปลาดุกที่จับได้ในนาตอนเค้าไถคราด เพื่อจะดำนา ไปปล่อยไว้สองตัว จนมันตัวใหญ่พอแกงได้ ชาวบ้านเลยมาจับไปกินซะ อดเลยน่าเสียดาย ใกล้ๆ บ่อน้ำมีต้นชมพู่มะเหมี่ยว ลูกใหญ่เกือบเท่าลูกมะพร้าวน้ำหอม หวานมาก ต้นสูงชะลูดใบใหญ่ดก ร่มครึ้ม เย็นๆ พี่ๆ ชอบชวนผมมานั่งเล่นหมากเก็บใต้ต้นนี้ ถัดไปก็เป็นสวนมะม่วงหิมพานต์ สลับกับมะเฟือง มะไฟ ขนุน มะพร้าว และสวนยางพาราอีก 18 ไร่กว่า โดยรวมมีพื้นที่กว่า 30 ไร่ ผลงานแม่และพ่อกับพี่ๆ นี่ยังไม่นับสวนยางที่อยู่เลยไปบนเขาอีก 60 กว่าไร่ พอพ่อไม่อยู่แล้ว แม่ก็ทำไม่ไหว ต้องปล่อยร้างและขายไปบางส่วน ที่เหลือยกให้พี่ๆ ทำกันแล้วแต่ใครจะขยัน

เรามีเงินอีกส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการขายที่ดินชายทะเลมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว เพราะเห็นว่าที่ดินส่วนนั้นไกลบ้านที่อยู่ และเสาหลักเราไม่มีแล้ว แม่ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน แต่ท่านก็ส่งเสียลูกๆ 6 คนให้ได้เรียนหนังสือจนจบ ม.3 ทุกคน และก็มีบางคนที่เรียนสูงกว่านั้น แต่นั่นก็คือ แม่สนับสนุนให้เรียนและออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดโดยไม่เคยบ่น และลูกๆ ก็ไม่เคยเกเรทำให้ต้องคิดมาก

หลังจากจบ ป.6 ผมก็ถูกส่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อที่จะเรียน เรียน และเรียน ผมไม่อยากเรียน อยากอยู่บ้าน แต่บ้านไม่มีพ่อ และแม่ก็ต้องทำงาน พี่ๆ ก็ต้องทำงาน ไม่มีใครอยู่ด้วย แต่ผมก็อยากทำงานแต่ทุกคนไม่ให้ทำ จึงจำใจต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพ และก่อนจะไปวันนั้น ผมก็ยังจำได้ดี ผมไม่อยากทิ้งสิ่งที่ผมเคยรู้เคยอยู่เคยเห็นพวกนั้นมาเลย ผมอยากให้มันกลับไปเป็นแบบเก่า ด้วยความคิดเด็กๆ บวกกับคนในครอบครัวบอกด้วยว่า “ไว้ค่อยกลับมาเยี่ยมก็ได้” คิดได้แบบนั้นก็เลยยอมจากบ้านมากรุงเทพฯ คนเดียว

ทุกปิดเทอม จะได้กลับบ้านครั้งนึงและอยู่ได้แค่ 1 เดือน ผมพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม แม้ว่ากลับไปแต่ละครั้ง สภาพหลายๆ สิ่งจะเปลี่ยนแปลงไป ต้นพลูยังอยู่แต่ใบเหลือง ไม่ค่อยเขียวเหมือนแต่ก่อน ต้นมะเหมี่ยวโตขึ้นทุกวัน ตรงข้ามกับบ่อน้ำที่เริ่มตื้นขึ้นทุกวันเหมือนกัน เพราะพวกเด็กๆ แถวนั้นชอบเอาดินมาปาปลาดุกอีกหลายตัวที่มันออกลูกออกหลานในบ่อจนทำให้บ่อตื้น ที่ๆ ผมเคยนั่งดูพี่ๆ เล่นหมากเก็บ กลายเป็นทุ่งหญ้าคา ดอกไม้ตายหมดแล้วเพราะไม่มีคนดูแล หญ้ารก แม่และพี่ๆ ก็ต้องทำงาน หากแต่ผมก็เก็บความทรงจำในช่วงนั้นไว้ได้มากพอ ผมอยากจะสร้างสิ่งที่เหมือนเดิม สิ่งแวดล้อมแบบนั้น ให้กลับมาอีกครั้ง หากผมมีกำลังพอ แม่บอกว่าถ้าคนเราเรียนรู้ได้เยอะ เก่งแล้วก็จะสามารถทำอะไรก็ได้แม้แต่จะสร้างสวนของเราให้กลับเป็นเหมือนเดิมก็ได้ด้วย ขอเพียง “อย่าลืมตัวเอง”

ปิดเทอมแล้วปิดเทอมเล่า ผมเฝ้าเพียรสร้างสิ่งที่เรียกว่า “ความทรงจำ” ให้คงอยู่ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทุกวัน แต่เวลาที่จะได้ทำนั้น มันจำกัดนัก

จนกระทั่ง…

นานวันเข้า สิ่งที่ผมสร้างขึ้น รวมทั้งสิ่งที่แม่พยายามเพื่อลูกนั้น ก็ไม่อาจสู้กับสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงลงได้ สิ่งที่เจริญกว่า สิ่งที่ศิวิลัยกว่า ที่มาพร้อมกับสิ่งชั่วร้ายซึ่งก็คือคนนั่นเอง ถนนถูกขยายแทบติดชายคาบ้าน ต้นมะขามหน้าบ้าน ต้นที่เคยปีนขึ้นไปนั่งเล่นในวันเก่าก่อน โดนตัดทิ้งไปแล้ว บ่อถูกถมและแทนที่ด้วยถนนสำหรับเข้าไปในสวน สวนยางถูกโค่นเพื่อเอาไม้ไปขาย พื้นที่ถูกทำให้เตียนเพื่อสะดวกสำหรับคนในแคมป์ ที่มาเช่าอยู่เพื่อสร้างโรงแรม ต้นพลูถูกย้ายขึ้นไปข้างบ้านใหม่ของแม่ ที่แยกปลูกออกมาอีกหลัง ต้นมะเหมี่ยวหายไปนานแล้วพร้อมกับบ่อ แทนที่ด้วยต้นมะเหมี่ยวต้นใหม่ แต่ย้ายที่ปลูกถัดมาอีกหน่อยด้วยฝีมือแม่ สวนดอกไม้ไม่มีแล้ว แม่ได้สร้างสวนผัก ตะไคร้ ข่า ขมิ้น อยู่หลังบ้านเลยออกไปอีกหน่อย และใกล้ๆ กัน ผมเหลือบไปเห็นสวนดอกไม้เล็กๆ ที่ไม่เป็นระเบียบเท่าไหร่ ยกร่องด้วยรอยจอบหนักๆ
ที่แม่ทำรอไว้ให้ผม มีโรงเรือนเพาะชำเล็กๆ ไว้เก็บกล้าไม้ของผม เพราะผมชอบเก็บต้นไม้แปลกๆ มาจากป่าในยามที่พี่เขยชวนเข้าป่าไปล่าสัตว์ตอนปิดเทอม มีร้านที่มุงด้วยตับจาก ยกสูงด้วยพื้นที่ทำด้วยไม้ไผ่ เรียกว่า “ฟาก” ผมยังจำวิธีมัดฟากจากฝีมือพ่อมาแล้วตอน 2 ขวบ แปลกที่ผมยังไม่ลืมมัน บ้านที่พ่อสร้างยังอยู่.. แต่ พื้นที่ทั้งถนนที่ปรับใหม่ ถนนที่ตัดผ่านเพื่อเข้าไปยังแคมป์คนงาน ทำให้บ้านที่พ่อสร้าง ต่ำกว่าพื้นปกติ เวลาหน้าฝน บ้านก็น้ำท่วม แม่เลยสร้างบ้านอีกหลังเพื่อให้พี่ๆ อยู่แยกถัดไป เป็นบ้านปูน และมีเนื้อที่ขายของชำด้วย บ้านที่เป็นขนำนั้น ถูกแทนที่ด้วยต้นมะกรูด ซึ่งแต่ก่อน ต้นมะกรูดและส้มเช้ง ยังมีปลูกไว้ข้างบ้านหลังนั้น
ผมและพี่ๆ เคยสอยลูกมะกรูดผิวเกลี้ยงมากินเพราะนึกว่าเป็นผลส้มเช้งอยู่บ่อยๆ

เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง

  1. บ้าน…ตอนจบ
  2. Automobile
  3. เทพเซียน ผู้สับสน
  4. ดีดีทาวเวอร์ เอ้อเหอ
  5. โคตรเซียนแห่งยุค

Tags: , , , , , , , ,

2 Responses to “บ้าน…”

  1. » บ้าน…ตอนจบ » Blog Archive เว็บบ่น รำพึงรำพัน Says:

    [...] บ้าน แต่ละหลัง แยกกันอยู่แต่ละครอบครัว พี่มีครอบครัวกันทุกคนแล้ว แม่ก็แก่มากแล้วแถมยังเป็นโรคอะไรซักอย่างที่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมแม่ชอบหนีผมไปตอนวันเสาร์-อาทิตย์ทุกครั้ง และไปทีละนานๆ กว่าจะกลับก็เช้าอีกวัน เหตุการณ์นี้ผมเก็บเอาไปฝันตั้งแต่เข้ากรุงเทพใหม่ๆ เพราะเข้าใจว่าแม่ทิ้งผมไป จนจบ ปวช. ปี3 จึงเลิกฝัน แต่หลังจากวันที่ผมได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรกับพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีแล้ว 2 วัน พี่ก็มาบอกว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็ง ระยะสุดท้ายแล้ว ผมนึกถึงวันที่แม่แต่งตัวด้วยเสื้อและผ้าถุงที่ผมซื้อให้ และมาร่วมงานรับปริญญาผมในวันนั้น ท่านไม่ได้ดูเหมือนคนป่วยเลย ผิวอิ่มเอิบ สวยมากในสายตาผม สวยมากกว่าแฟนที่ผมพามาแนะนำท่าน สวยมากกว่าเพื่อนสาวอีกหลายๆ คนที่อยู่ในที่แห่งนั้นและใส่ชุดครุยพวกนั้น แน่นอนผมเข้าไปกอดพร้อมน้ำตาดีใจและกระซิบบอกกับท่านว่า ผมคว้าปริญญาให้ท่านได้แล้วนะ ท่านก็แค่ยิ้มและเขกหัวผมเบาๆ 1 ทีเท่านั้น นี่เหรอคนป่วย นี่เหรอ คนที่กำลังใกล้จะ… ผมเพิ่งเข้าใจว่า ที่แม่หนีผมไปหลายครั้งในตอนนั้น เพราะแม่ต้องไปรักษาที่ มอ. ซึ่งเป็นต่างจังหวัด และเท่าที่นับดูแล้ว แม่รักษามานานมาก แต่แล้วทำไม แม่ถึงยังไม่หาย ไอ้โรคห่านั่น มันไม่ยอมไปจากตัวแม่ มันยังอยู่ในตัวแม่ [...]

  2. admin Says:

    บ้านที่อบอุ่น

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Page 1 of 0