ภูกระดึงทัวร์ (ตอนแรก)
ถ้าเราจะไปเที่ยวดอย คนเรานึกถึงที่ไหนกัน ดอยอ่างขางเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับกระผม เพราะไปแล้วประทับใจมิรู้ลืม ไปมาสองหนเอง ส่วนเที่ยวภู หรือปีนภูหรืออะไรภูๆ พวกนี้ ยังนึกไม่ออก เคยไปภูชี้ฟ้ามาครั้งนึง ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก็แค่หินโกโรโกโส ให้เรายืนชี้ถ่ายรูป ทะเลหมอกก็พอจะดูได้อยู่หรอก ไปหนแรกก็ลืมไปได้เลย ไม่ประทับใจ มันมีดีไม่กี่อย่าง กับภูเขาหัวโล้นๆ แล้วก็หินตั้งๆ ชี้ออกไปเหมือนหัวไก่ น่าจะเป็นภูหัวไก่มากกว่าภูชี้ฟ้า
แล้วภูกระดึงล่ะ เค้าว่ากันว่าสวย เพื่อนที่เคยไปตอนเรียนปี 1 เค้าก็บอกว่าสวย แต่เหนื่อย เห็นภาพถ่ายพวกที่ไปเที่ยวกันเค้าก็ถ่ายออกมาสวย (แต่ส่วนใหญ่พวกที่ไปช่วงหน้าฝน หรือฤดูฝน จะมีอะไรกลับมามากกว่าฤดูอื่นๆ) ส่วนตัวเราอ่ะเหรอ วันหยุดหลายวันตรงกับหน้าหนาว ก็เลยไปเที่ยวตอนหน้าหนาว หวังจะเจอแม่คะนิ้งซะหน่อย แต่ไม่หนาวพอจะให้แม่ขึ้นคะนิ้ง เลยได้แต่น้ำค้าง+ขี้มูกของใครซักคนที่แปะไว้บนยอดหญ้าแทน…
ได้โอกาสออกเดินทางด้วยบริการ ภูกระดึงทัวร์ ฮาๆ เจอดีเข้าจนได้ ไอ้เราก็ว่าบริการสายใต้ที่ใช้อยู่บ้านนอกแล้ว ห้องน้ำเน่าๆ ที่รอรถก็เน่าๆ (สายใต้ใหม่ที่เก่าแล้ว) แต่บริการดีกว่าพวกสายอีสาน (ติดลาว) มากกว่าเป็นไหนๆ ยอมรับว่าสถานีขนส่งหรูหราดี แต่ไม่นึกว่าบริการจากบริษัทภูกระดึงทัวร์ จะทำให้อารมณ์เริ่มหงุดหงิด สอบถามจากเพื่อนๆ ก็ได้ความว่าพวกสายอีสานก็งี้แหละ ไม่ค่อยพัฒนา booking tour สะเปะสะปะ (ไม่รู้บริษัทอื่นเป็นหรือเปล่าแต่ที่แน่ๆ เจอกับบริษัทนี้ชัวส์) ตกลงได้ตั๋วมาแต่นั่งไม่ได้เพราะไอ้คนขายมันลงที่นั่งซ้ำกับคนที่จองไว้แล้ว (ห่วยมั้ยล่ะ) พวกเราก็เลยต้องเปลี่ยนไปขึ้นคันหลังๆ (ซื้อตัวเดินทาง 3 ทุ่ม ได้ขึ้นรถ
4 ทุ่ม) หันไปเห็นคนท่าทางดูดีก็เลยถามดูว่าใช่เจ้าของบริษัทหรือเปล่า มันบอกใช่ เราก็เล้งเลย ฮาๆ “กูเป็นสื่อมวลชนนะเว้ย ถ้ามึงไม่อำนวยความสะดวกให้กูดีกว่านี้รับรองบริษัทมึงเน่าแน่ๆ”
จริงๆ พูดไม่แรงขนาดนี้หรอก ประมาณว่า “พี่เป็นเจ้าของภูกระดึงทัวร์เหรอ พอดีผมอยากตินิดหน่อยเรื่องที่ผมซื้อตั๋วแล้วคนขายมันไป booking ซ้อนกับคนที่จองไว้แล้วเลยทำให้ผมต้องเดินทางช้า นี่ก็ไม่รู้จะมีรถนั่งหรือเปล่าถ้าคนขายเค้าขายโดยไม่ได้ดูที่นั่งแบบนี้ ถ้าผมไม่ได้ไปรับรองสวยแน่ ผมเป็นสื่อมวลชนนะ สามารถทำบริษัทคุณเสียหายได้” ไอ้มันก็กลัวๆ ดิฮา เลยบอกรับรองได้ขึ้นแน่นอนไม่ตกรถ แถมยังแนะนำว่าให้จองไปกลับได้เลยที่เค้า โดยไม่ต้องไปจองเที่ยวกลับที่โน่น (เราจองไป กรุงเทพฯ -ผานกเค้า(แมว)) ถ้าไปจองที่โน่นอาจได้ตั๋วผี หรือตั๋วราคาเกิน (ราคาปกติ 300 บาท) ไอ้เราก็ไม่เคยไปแล้วก็เห็นมันสะดวกดี ก็เลยเอาวะ แถมไอ้ตี๋มันก็ยังอาสาพาเราและน้องๆ อีกหลายคนที่ต้องการจะจองเที่ยวกลับไปจองด้วยตัวเอง ก็เลยตามไป และได้เห็นหน้า ไอ้คนขายตั๋วที่มัน… ไม่รู้จะพูดไงดี จะว่ามันแก่ก็ไม่แก่ หูตาฝ้าฟางก็ไม่มีเค้า ว่าจะเป็นแบบเอ๋อๆ หลงๆ ลืมๆ แต่ทำไมลงชื่อที่นั่งซ้ำกันไปซ้ำกันมา แถมรถก็มีตั้งหลายคันแต่มันไม่ยักกะลงเบอร์รถ ลงแต่ชื่อคนจอง แล้วก็เก็บเงิน ไอ้ทอมคนเช็คที่นั่งมันก็มึน แม่งไม่รู้ว่าเพื่อนมันลงให้นั่งคันไหนเวลาเท่าไหร่ เช็ควอร์ กันนานสองนาน กว่าจะได้ไปกันทุกคน ตลกดีจัง ไอ้พวกสายอีสานปัญญาอ่อนไร้การพัฒนา สงสัยแม่งทำกันอยู่แบบนี้เรื่อยไปไม่มีระบบ จะว่ามันไม่เคยทำหรือเพิ่งจะทำก็ไม่ใช่ เพราะเห็นช่องขายตั๋วมันก็เก่าคร่ำครึ น่าจะทำมานานหลายปีแล้ว แล้วทุกๆ ปี คนที่จะไปเที่ยวก็ใช่จะน้อยๆ ที่ไหน
สรุปเราก็จองและจ่ายเงินเที่ยวไป-กลับ กรุงเทพฯ-ผานกเค้า(แมว) ราคาตั๋ว 300 บาทต่อคน วันกลับต้องไประบุเวลาและที่นั่งเอาเองที่ผานกเค้า(แมว) ไอ้ป้าขี้มั่วคนขายตั๋วมันบอกมีรถเข้ากรุงเทพฯ ออกประมาณ บ่ายๆ และ 6โมงเย็นถึงสองทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิดก็เข้าใจว่ามีรถตั้งแต่ บ่ายโมงถึงสองทุ่ม) แต่น้องที่ไปด้วยบอกว่ามีรถบ่ายโมง แล้วก็หกโมง สองทุ่ม (สรุปมีรถแค่สามคันสามเที่ยวเองเหรอวะ) แล้วมันจะพอเหรอวะคนก็ออกจะเยอะเพราะดูตอนขาไปก็ออกกันไปตั้ง 3-4 คันแล้ว รถหลังจากเราอีกก็เยอะที่ออกจากกรุงเทพฯ ไปที่นั่น แต่เอาก็เอาวะ ไอ้เราก็ไม่เคยไปซะด้วย คิดว่ามันคงเป็นบ้านนอก ที่รถมันวิ่งไม่ค่อยเยอะอ่ะมั้ง ไปแบบไม่รู้อะไรเลย ไปแบบขอไปด้วยคน ฮาๆ
บริษัทอื่นไม่รู้เป็นแบบนี้เปล่านะ แต่พวกเราก็ไปถึงกันได้โดยปลอดภัย (แต่ไอ้รถคันก่อนเรา (เข้าใจว่าถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรถที่เราต้องนั่งแต่ที่นั่งเราซ้ำกับคนที่จองแล้วพวกเราเลยต้องเปลี่ยนคัน)) ไอ้คันนี้คนขับมันไปชนกับอะไรไม่แน่ใจ รถเกิดอุบัติเหตุ ฮาสิครับ สรุปเราซวยปนโชคดีล่ะมั้ง ไปถึงก็ ยังไม่สว่าง ลงชื่อจองเวลากลับ แม่ง มีรถออก 3 คันจริงๆ ด้วย บ่ายโมง 6โมง แล้วก็ทุ่มนึง ก็ได้วะกลับ ทุ่มนึงก็ได้ เพราะ 2 เที่ยวแรก จองไม่ทันแม่งจองกันเต็มตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เร็วจริงๆ สาด เสร็จแล้วกินข้าว พักผ่อนตามอัธยาสัย ถึงเวลานั่งรถสองแถวจากผานกเค้า(แมว)ไปทางขึ้นภูคนละ 25 บาท (แม่งขึ้นราคาเร็วเท่ากรุงเทพเลย) นั่งไปประมาณ 20 นาทีถึงทางขึ้นก็ไปลงทะเบียนจองที่กางเต๊นท์ จ่ายค่าอะไรต่อมิอะไรแล้วขึ้นเลย ฮาๆ เหนื่อยโคตรๆ แต่อากาศเย็น เลยไม่เหนื่อยมาก หยุดพักเป็นบางซำ กะว่าจะถ่ายภาพสาวๆ ที่ขึ้นมาด้วยแม่งมีแต่กะเทยสาด เก็บกล้องใส่กระเป๋าแทบไม่ทัน สรุป ตอนขึ้นถ่ายรูปได้ 3 ภาพจริงๆ ให้ดิ้นตาย
วันกลับเราลงจากภูมาก่อนกำหนด ขนาดรถที่จองออก 1 ทุ่มเราก็ลงกันมาแค่บ่ายกว่าๆ ด้วยซ้ำ ฮาๆ แบบนี้แหละเพราะไอ้น้องคนที่มาด้วยขาเจ็บเลยบ้าพลังหยุดไม่อยู่วิ่งแหลกลาญจากยอดภูลงตีนภูด้วยเวลาไม่กี่ชั่วโมง จนทั้งคณะ ขาพิการกันหลายวัน ตอนนี้ก็ยังไม่หายปวดเลย (จริงๆ พวกเราเดินกันวันละ 30 กิโลเมตร ทั้ง 3 วัน มันเลยปวดหนักเข้าไปอีก) และวันกลับก็เป็นเรื่องอีก ฮาๆ เพราะเพิ่งสังเกตุเห็นวันกลับนี่แหละเพราะมันไม่มืด (ตอนมามันมืด ประมาณตี 4) ฝั่งตรงข้ามร้านเจ๊กิม
สวย หรู ขายอาหาร (ที่เราไปนอนพักและกินอาหาร) มีทัวส์ไปกรุงเทพฯ ด้วย หรู น่าจะเป็นระบบ แต่หันกลับมาดูฝั่งตัวเอง ภูกระดึงทัวส์ เอิงเอย บ้านขายข้าวเก่าๆ ห้องน้ำ 2 ห้อง มีป้าอายุประมาณ 50 คอยทำโน่นทำนี่ กับลุงที่ดูไม่ค่อยแยแสอะไรนั่งรอขายตั๋ว ก็เลยเดินเข้าไปดูว่าที่เราจองกลับคนเยอะมั้ย แต่น แตน แต๊น แม่งมีรถวิ่งกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่ บ่าย 3 โมง,5โมงเย็น,6โมงเย็น,1ทุ่ม,2ทุ่ม… กร๊ากกกก..กก แล้วที่ไอ้ป้าคนขายที่กรุงเทพฯ มันบอกไงลองกลับไปอ่านดูสิ จะเหลือเหรอ ก็โวยสิจ๊ะ เยะเข้ เผลอแป๊บเดียวรถแม่งงอกออกมาตั้ง 2-3 คัน ได้ไง ไหนบอกไม่มีรถ แถมพอจะย้ายก็บอกให้รอก่อน ถ้าเที่ยวที่จะย้ายไปคนไม่เต็มจะย้ายให้…แป๋ว กูต้องเดินคอตกกลับมานั่งที่เดิมและบ่นพึมพำๆ กับพรรคพวกที่ไปด้วยกัน
…..ไอ้ลุงหน้าดำแม่งขายตั๋วเที่ยวก่อนเราให้คนมาใหม่และไม่ได้จองล่วงหน้าตั้งหลายคนว่ะเฮ้ย
…..ไอ้ลุงหน้าดำแม่งขายอีกแล้วสาด เที่ยวแรกแม่งเต็มแล้วทั้งคนที่จองไว้และคนที่มาซื้อใหม่ สาดเอ้ย กูจะทำไงดี เลยเดินไปถามมันอีก นี่ลุง พวกเราก็อยากกลับเร็วๆ ย้ายให้ไม่ได้เหรอเห็นเที่ยวก่อนคนก็เหลือเยอะแยะ ลุงหน้าดำแม่งก็บอกคำเดิม ได้ๆ เดี๋ยวเที่ยวนี้ถ้าคนลงมาไม่ทันจะย้ายให้… กูต้องกลับไปนั่งที่เก่าด้วยอาการดังเดิม คือคอตกและบ่นพึมพำอีกครั้ง
ซักพักมีคนสองคนที่คล้ายๆ ว่าพวกเค้าคือคนที่จองเที่ยวมาที่เดียวกับเราแต่ไอ้คนขายตั๋วมันลงที่นั่งซ้ำทำให้เราต้องย้ายคันมานั้น มันมาแล้วเถียงๆ แล้วป้าแกก็บอกว่า ถ้าซื้อตั๋วกับเค้าที่นี่เค้าจะได้ค่าหัวคิวไม่กี่บาท แต่ถ้าซื้อตั๋วกับทางกรุงเทพฯ เค้าจะไม่ได้ค่าหัวคิวอะไรแต่เค้าก็บริการให้เต็มที่เท่าๆ กันทุกคน ตอนขามาเค้าก็เรียกตะโกนนักท่องเที่ยวว่าคนที่จองเที่ยวกลับให้มาลงชื่อเวลากลับไว้ ก็ไม่ค่อยมีคนสนใจ แกตะโกนตั้งแต่ตี 2 ยันตี 4 ทั้งคืนไม่ได้หลับได้นอน ก็น่าสงสารป้าแกนะเพราะทางบริษัทเค้าก็ไม่ได้ให้อะไรเลยนอกจากหัวคิวที่นักท่องเที่ยวมาซื้อตั๋วกลับกับเค้า แถมยังต้องแข่งกับบริษัทใหญ่ๆ อย่างแอร์เมืองเลยอีก ก็ไม่รู้สองคนที่มานั่นเค้าโวยวายอะไรแหละ ลุงหน้าดำเค้าเลยยอมให้ พวกเราเห็นลุงแกยอมโดยดีเพราะโดนโวย เราก็จะช้าอยู่ใย เลยให้น้องไปโวยมั่ง ตูขี้เกียจโวยแล้ว ทำไปทำมาลุงแกอาจกลัวหน้าโจรๆ หัวเหม่งๆ ของตู เลยยอมให้ย้ายเที่ยว และเหลือที่สุดท้ายที่พวกเราจะได้นั่งกันครบทุกคน กลับกรุงเทพฯ ได้
แหมลุง จะยอมก็ต้องโวย แบบนี้ทีหลังบอกกันก่อนสิ ผมจะได้โวยวายตั้งแต่บ่ายสาม เผื่อผมจะได้กลับเที่ยวแรก ไม่ต้องมานั่งเมื่อยรอจนข้าวปลาไม่ได้กินตั้งแต่เช้า
เซ็งจริงๆ ภูกระดึงทัวร์
เรื่องเล่าที่เกี่ยวข้อง
- ภูกระดึงทัวร์ (ตอนจบ)
- บ่นเรื่องเสียงดังเวลานอน
- ห้องที่ yesterday the village เชียงใหม่
- หอยนางรม
- แหม สถานที่ท่องเที่ยว เหอๆ
Tags: Photo Graphic, กล้องถ่ายรูป, น้ำค้างยอดหญ้า, ภาพถ่ายภูกระดึง, ภาวะโลกร้อน, ภูกระดึง, ภูกระดึงทัวส์, หน้าหนาวไปภูกระดึง, เที่ยวภูกระดึง